รวบประวัติ Leonardo da Vinci

posted on 27 Aug 2009 14:02 by eveba

 

รวบประวัติ Leonardo da Vinci
เอนทรี่นี้มอบให้ Tango เพื่อนเลิฟ ฮิ~

(เราก็รู้กันแล้วว่าดาวินชีจะมีบทบาทเป็นเหมือนผู้ช่วยพระเอกในเกม Assassin’s Creed II มารู้จักเขาหน่อยดีกว่า)

.
.
.

 

 

Let no man who is not a Mathematician read the elements of my work.
- ลุงสิงห์ว่าไว้อย่างนั้น –


เลโอนาร์โด ดาวินชี มีชื่อเต็มว่า เลโอนาร์โด ดี เซร์ ปีเอโร ดาวินชี (นายสิงห์ บุตรปีเอโร ณ (เมือง)วินชี)
เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452  ช่วงกลางยุคเรอเนซองซ์พอดิบพอดี
เขาประกาศตนอย่างเท่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า “ข้า ลีโอนาร์โด สักวันจะรู้ศาสตร์และศิลป์ทั้งปวงซึ่งจะไขปริศนาจักรวาล”
( “Io, Lionardo” – ข้า ลีโอนาร์โด นี่คือลักษณะประกาศตัวแบบเดียวกับพวกจักรพรรดิโรมันใช้! เอากับแกสิ!!!)

เลโอนาร์โดหัดวาดภาพเองตั้งแต่เด็ก  ต่อมา  เมื่ออายุได้ราว 14-15 ปี  คุณพ่อเกิดเห็นแวว  เลยส่งผลงานไปให้เพื่อนศิลปินชื่อ อันเดรอา เดล เวร์รอกชีโอ (Andrea del Verrocchio) ดู  จากนั้น  เลโอนาร์โดก็ได้เข้าฝึกงานในโรงศิลปะของศิลปินท่านนี้...ซึ่งก็ไม่ใช่ระดับกระจอก เพราะเป็นโรงศิลปะระดับท็อปทูของกรุงฟลอเรนซ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในยุคนั้น  ศิลปินในค่ายก็คุณภาพคับแก้ว เช่น ศิลปินรุ่นพี่อย่าง ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) ผู้เขียนภาพ “The Birth of Venus”

The Birth of Venus
(The Birth of Venus)

 

เมื่อเลโอนาร์โดอายุได้ 20 ปี  เวร์รอกชีโอได้ให้เขาช่วยเขียนวิวฉากหลังสุดและเทวดา ในภาพ “The Baptism of Christ” เล่ากันว่า...เมื่อเวร์รอกชีโอได้เห็นฝีมือของศิษย์  ถึงกับลั่นวาจาเลิกจับพู่กัน  ซึ่งในความเห็นเรานะ  เราว่าโม้เกิน...แต่เอาเป็นว่าหลังจากภาพนี้  เวร์รอกชีโอก็แทบจะทำแต่งานประติมากรรมน่ะนะ

The Baptism of Christ
(The Baptism of Christ)

ดูเหมือนว่า...หนุ่มเลโอนาร์โดจะเก่งไปเสียในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาจับ  ทั้งศิลปะ  ดนตรี  กีฬา  เสียอย่างเดียว  อาจเพราะเขาเป็นคนอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง  มีไอเดียใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาตลอด...ก็เลย...ทำอะไรต่อเนื่องไม่ค่อยจะรอด

ตลอดชีวิตของเลโอนาร์โด......เขาเขียนหนังสือไม่เคยเสร็จเลยแม้แต่เล่มเดียว  และเขียนภาพเสร็จเพียงสิบกว่าภาพเท่านั้น

เลโอนาร์โดเชื่อในพระเจ้า แต่เป็นพระเจ้าในธรรมชาติ  แม่แห่งสรรพสิ่ง (Mother of Nature)
เขามีความคิดพ้องกับอริสโตเติล  แต่ไม่ทั้งหมด  และได้แนวคิดมากมายจากกระแสมนุษยนิยม  ขณะเดียวกันก็คิดต่างมากมายเช่นกัน  นักปราชญ์โบราณอย่าง อาร์คีมีดิส จุดประกายความคิดของเลโอนาร์โดเป็นอย่างมาก  และเป็นแรงผลักดันให้เขาพยายามเรียนภาษาละติน  แต่เขาก็ไม่เคยทนเรียนได้สำเร็จ  ความไม่รู้ภาษาละตินจึงกลายเป็นปมด้อยเล็ก ๆ ของเขา  (ไฮโซสมัยก่อนเขาเรียนละตินกัน  ถ้าไฮโซมาก ๆ ก็เรียนภาษากรีกควบด้วย)

แต่เราอยากจะบอกว่า...ไม่ใช่แค่แนวคิดของเขาเท่านั้นที่ค่อนข้างแหวกแนวจากคนในยุคเดียวกัน  สไตล์การแต่งตัวก็แหวกด้วย
ในขณะที่ผู้ชายสมัยนั้นเขาสวมชุดยาว ๆ สีขรึมๆ กัน  หนุ่มเลโอนาร์โดกลับใส่ชุดสีกุหลาบชมพูอมส้ม...สั้นแค่เข่า... (อา  เปรี้ยวมากนะเธอ  ยัง  ยังไม่จบ  ไม่ใช่แค่แต่งตัวเปรี้ยว  ยังมีประวัติเปรี้ยว ๆ ตามมา)


(รูปหล่อบรอนซ์ "David"ฝีมือเวร์รอกชีโอนี้ เชื่อว่า เลโอนาร์โด ดาวินชี เป็นนายแบบ)
(ขออีกวงเล็บ...ดูหุ่นเพรียวบางนั่นสิ  ดูท่าโพสนั่นสิ ~เริ่ดแอนด์กิ๊บเก๋ชิมิล่ะ? )

เมื่ออายุได้ 24 ปี  เลโอนาร์โด ดาวินชี ถูกฟ้องถึงสองครั้งในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับนายแบบอายุ 17 ปี ชื่อ จาโกโป ซาลตาเรลลี (Jacopo Saltarelli)  เลโอนาร์โดถูกสั่งจำคุกสองเดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวออกมาเพราะขาดหลักฐาน
เลโอนาร์โดไม่เคยแต่งงาน  ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนรัก  หลังผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว...
อีกหลายปีต่อมา  เขาได้รับอุปถัมภ์เด็กชายหน้าตาดีคนหนึ่ง  เด็กคนนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ อิล ซาไลโน ( Il Salaino - เจ้าวายร้ายน้อย)  และต่อมาของต่อมา  ในปี ค.ศ. 1506 เลโอนาร์โดได้พบ ฟรานเชสโก เมลซี (Francesco Melzi) ในวัย 15 ปี  โดยเมลซีได้บรรยายความรู้สึกของเลโอนาร์โดที่มีต่อตนเองไว้ว่า “เป็นความรักที่ดื่มด่ำและร้อนแรงอย่างยิ่ง”  หลังจากนั้น...เลโอนาร์โดและสองหนุ่มก็ได้ร่วมกันเดินทางไปทั่วอิตาลี (...เปรี้ยวไหมล่ะ?)

ย้อนกลับมาหลังเหตุการณ์โดนฟ้อง  เลโอนาร์โดลาออกจากโรงศิลปะของเวร์รอกชีโอ  กลายมาเป็นศิลปินเดี่ยว  เข้าใจว่าไส้แห้งเพราะไม่ค่อยจะทำงานสำเร็จ  แต่ก็ยังมีคนจ้างเพราะฝีมือดี
เลโอนาร์โดได้รับงานวาดภาพ "Adoration of the Magi" อันโด่งดังในช่วงนี้เอง  แต่ก็อย่างว่า  วาดเสร็จซะที่ไหน  ภาพนี้ยังวาดไม่เสร็จ  ยังไม่ได้เริ่มลงสี  มีแค่ภาพร่างสีน้ำตาล...ซึ่งกลายเป็นว่าโดดเด่นมีเอกลักษณ์เหลือเกินในยุคปัจจุบัน


(Adoration of the Magi)

ห้าปีต่อมา  เลโอนาร์โดย้ายออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่มิลาน  ว่ากันว่าเป็นเพราะเลโอนาร์โดเริ่มเบนความสนใจไปยังสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์  แต่คิดเล่นขำ ๆ ได้ว่าอาจเป็นเพราะฟลอเรนซ์มีศิลปินฝีมือดีอยู่เยอะ  นอกจากศิลปินเหล่านั้นจะเก่งแล้ว...ยังทำงานเสร็จอีกต่างหาก!  เลโอนาร์โดที่ทำงานไม่ค่อยจะเสร็จเลยต้องอพยพหาแหล่งใหม่ตามระเบียบ...

ณ มิลาน  เลโอนาร์โดได้ทำงานให้กับผู้ทรงอำนาจเทียบเท่าตระกูลเมดิชีแห่งฟลอเรนซ์  ได้แก่ตระกูลสฟอร์ซา (Sforza) แห่งมิลาน  โดยสัญญาว่าจะสร้างรูปประติมากรรม ฟรานเชสโก สฟอร์ซา ขี่ม้า แบบยิ่งใหญ่อลังการ  แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เขาได้ออกแบบเป็นส่วนใหญ่ได้แก่เครื่องจักรกลสงคราม  แถมเมื่อออกแบบเครื่องยนต์กลไกไปนาน ๆ เขาก็เริ่มเบนความสนใจไปที่คนในเมือง
เลโอนาร์โดมักจะสะกดรอยตามคนในเมืองที่เขาติดใจทั้งวันเพื่อสเกตซ์ภาพ...



ในช่วงนี้  เขาได้ร่างหนังสือทฤษฎีและเทคนิคการวาดภาพ  ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว...ว่าเขียนไม่เสร็จ  ~วะฮะฮ่า! (คุณทำให้อีสาวจับจดอย่างหนูรู้สึกตื้นตันประหนึ่งเจอญาติผู้ใหญ่ที่พลัดพรากขึ้นมาแวบหนึ่งเลยค่ะ 555+)

ต่อมา  เลโอนาร์โดได้ศึกษาเรื่องกายวิภาคอย่างจริงจัง  และนำความรู้ที่ได้ไปเทียบกับทฤษฎีโบราณของ วิทรูเวียส (Vitruvius) สถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมัน  ซึ่งอธิบายโครงสร้างสัดส่วนมนุษย์ไว้อย่างละเอียด  โดยสรุปว่า  เมื่อคนยืนกางแขนกางขา  ก็จะลงพอดีในกรอบรูปวงกลมและจัตุรัส  เป็น homo ad circulum และ homo ad quaratum (คนในวงกลม – คนในจัตุรัส) จนกระทั่งสามารถสร้างภาพ Vitruvian Man อันลือลั่นได้สำเร็จ


(Vitruvian Man)

ในช่วงที่เลโอนาร์โดรับใช้สฟอร์ซา  เขาหมกมุ่นในเรื่องการบินมาก  เขาได้ร่างภาพสเกตซ์เกี่ยวกับการบินกว่า 500 ภาพ  และคำบรรยายประกอบภาพก็มีมากกว่า 4,000 คำ  เขาได้ลองออกแบบและพัฒนาเครื่องร่อน( The Wing Glider) แต่การทดลองบินทุกครั้งประสบความล้มเหลว  อย่างไรก็ดี  จินตนาการของเขากลายเป็นความจริงต่อมาในยุคปัจจุบัน (ส่วนในเกม Assassin’s Creed II ก็โมเมไปแล้วว่ามันใช้บินได้จริงนะเออ!)

(ภาพสเกตซ์ของดาวินชี)


(ภาพจากเกม Assassin's Creed II)

ในปี ค.ศ. 1494
ฝรั่งเศสยกทัพมาปิดล้อม...มิลานเกิดความระส่ำระสาย
โลหะที่เตรียมไว้หลอมประติมากรรม สฟอร์ซา ขี่ม้า (ที่กล่าวถึงเมื่อสี่ย่อหน้าก่อน...แหะ ๆ เผื่อลืม) ได้ถูกนำมาทำลูกปืนเสียหมด  แถมเมื่อกรุงแตกในปี ค.ศ. 1499  พลธนูฝรั่งเศสยังเอารูปปั้นม้าดินที่ทำไว้เป็นแบบรูปหลอมดังกล่าวมาเป็นเป้าซ้อมยิงจนชำรุดเสียหาย  สรุปแล้ว  แผนสร้างประติมากรรม สฟอร์ซา ขี่ม้า  อันอลังการก็เป็นอันจบเห่อยู่เท่านี้


(...มันจบลงที่ตรงนี้~มีเหลือแต่แบบร่าง *เปิดเพลงเศร้า*)

15 ปี หลังกรุงมิลานแตก  เลโอนาร์โด ดาวินชี ใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนรับงานทั่วอิตาลี  จนกระทั่งกลับมาที่ฟลอเรนซ์  ในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มทำภาพระดับตำนานของตำนาน....โมนาลิซา (Mona Lisa)


และในช่วงนี้อีกนั่นแหละ  ที่เขาได้ปะฉะดะกับศ